ความคิดเกี่ยวกับเรื่องการทำงานและการพักผ่อน
ในช่วงเวลาตั้งแต่เกิดขึ้นมาแล้วจนถึงเวลาที่ตาย มนุษย์ดำรงชีวิตอยู่ได้ด้วยการทำงานและการพักผ่อนดัดแปลงทรัพยากรธรรมชาติในสภาพแวดล้อมมาสนองความต้องการของชีวิตได้
ความคิดความเข้าใจของคนไทยเมื่อใช้คำว่า "งาน" หรือ "เล่น"(พักผ่อน) ในภาษาปัจจุบัน อาจมีความหมายต่างกันกับที่คนไทยสมัยก่อนใช้กัน คนปัจจุบันมีรายได้เพื่อเลี้ยงชีพจากการทำงาน ถ้าไม่มีงานทำก็ไม่มีเงินที่จะใช้ซื้อหาสิ่งของเลี้ยงชีวิต คนสมัยก่อนที่เพาะปลูกอาหารหรือเลี้ยงสัตว์ ล่าสัตว์เป็นอาหารโดยตรง ไม่ได้ทำงานแลกเงินเดือน ค่าจ้าง ไม่มีปัญหาการตกงาน ว่างงาน ไม่มีงานทำ อย่างคนสมัยนี้ กิจกรรมที่คนทำเพื่อดำรงชีวิตนั้นไม่มีคำกลาง ๆ เรียกรวมว่า "งาน" มักใช้คำตรง ๆ ของกิจกรรมนั้น เช่น ทำนาก็ว่าทำนา จับปลาก็ว่าจับปลา หมายถึงงานที่เป็นกิจกรรมพิเศษเหล่านี้
สำนวนสำหรับคนไทยที่รับใช้เจ้านายในรั้วในวังอาจมีคำ "อยู่งาน" "ถวายงาน" "เข้างาน" ซึ่งหมายถึงการรับใช้เจ้านายตามหน้าที่ซึ่งกำหนดไว้ "งาน" ในความหมายนี้จึงมีความหมายพิเศษต่างไปจากกิจกรรมหรือธุระปกติที่สามัญชนปฏิบัติในชีวิตประจำวัน ในการทำมาหาเลี้ยงชีพ ซึ่งถือเป็นหน้าที่ต้องมีความรับผิดชอบต่อตัวเองหากจะมีความหมายพื้นฐานสำหรับคำว่า "งาน" ก็คงเป็น "สิ่งที่ต้องทำโดยหน้าที่" แต่สำนวนนี้ก็อาจไม่มีใช้กันทั่วไปในหมู่ชาวบ้าน อาจนิยมกันเฉพาะในหมู่คนรู้หนังสือ ซึ่งก็มักเป็นผู้คุ้นเคยกับราชการ ซึ่งเป็น "งาน" รับใช้เจ้านายที่คนทั่วไปเข้าใจกันอยู่
ในช่วงเวลาตั้งแต่เกิดขึ้นมาแล้วจนถึงเวลาที่ตาย มนุษย์ดำรงชีวิตอยู่ได้ด้วยการทำงานและการพักผ่อนดัดแปลงทรัพยากรธรรมชาติในสภาพแวดล้อมมาสนองความต้องการของชีวิตได้
ความคิดความเข้าใจของคนไทยเมื่อใช้คำว่า "งาน" หรือ "เล่น"(พักผ่อน) ในภาษาปัจจุบัน อาจมีความหมายต่างกันกับที่คนไทยสมัยก่อนใช้กัน คนปัจจุบันมีรายได้เพื่อเลี้ยงชีพจากการทำงาน ถ้าไม่มีงานทำก็ไม่มีเงินที่จะใช้ซื้อหาสิ่งของเลี้ยงชีวิต คนสมัยก่อนที่เพาะปลูกอาหารหรือเลี้ยงสัตว์ ล่าสัตว์เป็นอาหารโดยตรง ไม่ได้ทำงานแลกเงินเดือน ค่าจ้าง ไม่มีปัญหาการตกงาน ว่างงาน ไม่มีงานทำ อย่างคนสมัยนี้ กิจกรรมที่คนทำเพื่อดำรงชีวิตนั้นไม่มีคำกลาง ๆ เรียกรวมว่า "งาน" มักใช้คำตรง ๆ ของกิจกรรมนั้น เช่น ทำนาก็ว่าทำนา จับปลาก็ว่าจับปลา หมายถึงงานที่เป็นกิจกรรมพิเศษเหล่านี้
สำนวนสำหรับคนไทยที่รับใช้เจ้านายในรั้วในวังอาจมีคำ "อยู่งาน" "ถวายงาน" "เข้างาน" ซึ่งหมายถึงการรับใช้เจ้านายตามหน้าที่ซึ่งกำหนดไว้ "งาน" ในความหมายนี้จึงมีความหมายพิเศษต่างไปจากกิจกรรมหรือธุระปกติที่สามัญชนปฏิบัติในชีวิตประจำวัน ในการทำมาหาเลี้ยงชีพ ซึ่งถือเป็นหน้าที่ต้องมีความรับผิดชอบต่อตัวเองหากจะมีความหมายพื้นฐานสำหรับคำว่า "งาน" ก็คงเป็น "สิ่งที่ต้องทำโดยหน้าที่" แต่สำนวนนี้ก็อาจไม่มีใช้กันทั่วไปในหมู่ชาวบ้าน อาจนิยมกันเฉพาะในหมู่คนรู้หนังสือ ซึ่งก็มักเป็นผู้คุ้นเคยกับราชการ ซึ่งเป็น "งาน" รับใช้เจ้านายที่คนทั่วไปเข้าใจกันอยู่
ในเรื่องการทำงานและการเล่นนั้น มีสาระสำคัญที่น่าสนใจคือ
๑.การแยก "งาน" จาก "เล่น" ตามความหมายของข้อมูล
สอง..ความคิดของชาวบ้านในสมัยก่อนเกี่ยวกับ "งาน" ไม่ว่าในความหมายใดคงไม่มีหลักฐานที่ตนบรรยายไว้เอง และ ไม่มีรายงานของนักวิชาการ (เช่นนักมานุษยวิทยาสังคมวิทยา) ที่ศึกษาข้อเท็จจริงและรายงานให้ทราบดังนั้นเราจึงต้องอาศัยรายงานของคนนอก แท้ ๆ เช่นชาวต่างประเทศ หรือผู้รู้หนังสือที่มักเป็นชนชั้นสูงของสังคมที่คุ้นเคยกับลักษณะชีวิต และความหมายของ "งาน" อีกอย่างหนึ่ง เช่น ชาวต่างประเทศถือว่า "งาน" คือกิจการทุกอย่างที่บุคคลทำอย่างเอาใจใส่รับผิดชอบเพราะเป็นหน้าที่ต่อตนเอง(เลี้ยงชีวิต) หรือต่อผู้อื่น (รับใช้หรือให้บริการแลกเปลี่ยน) แต่ "เล่น" คือกิจการที่ไม่เป็นหน้าที่รับผิดชอบต่อใคร ทำไปเพื่อความสนุกสนานรื่นเริงไม่มีผลเป็นประโยชน์เลี้ยงชีวิต (เมื่อใดที่การ "เล่น" ต้องทำเพราะเป็นหน้าที่ และมีผลตอบแทนให้เลี้ยงชีวิตได้ ก็กลายเป็น "งาน" ตามความหมายเช่นนี้) แต่เจ้านายในสังคมไทยสมัยโบราณอาจถือว่า "งาน" คือกิจการที่บ่าวไพร่บริวารต้องทำรับใช้ตนตามหน้าที่ คนที่ทำได้ไม่ถูกใจจึงถูกตำหนิตามเกณฑ์ที่เจ้านายตั้งไว้ แต่ไม่ถือว่ากิจการที่บ่าวไพร่ทำเพื่อสนองความต้องการของชีวิตตนเองและไม่ได้รับใช้ใครนั้นเป็น "งาน" ดังนั้นเมื่อเจ้านายบรรยายว่าบ่าวไพร่ไม่จริงจังในการทำงาน จึงหมายถึงว่าไม่จริงจังในการปรนนิบัติรับใช้ตนตามหน้าที่ที่กำหนดบังคับไว้ นักวิชาการที่ใช้ข้อมูลของชาวต่างประเทศหรือชนชั้นสูงจึงต้องรับความหมายที่ต่างกันนั้นมาด้วย แต่สุดท้ายก็อาจยังไม่ได้ข้อมูลจาก "คนใน" ที่เป็นสามัญชนว่ามีความคิดของเขาอย่างไรในเรื่องนี้
๒."งาน" กับ "เล่น" ในระดับของชาวบ้านชนบท และระดับของชาวเมือง
เมื่อคำนึงถึงความจำกัดและเงื่อนไขของข้อมูลเกี่ยวกับความคิดของคนไทยในเรื่อง "งาน" และ "เล่น" ดังที่กล่าวแล้ว พอสรุปได้จากข้อมูลที่ใช้วิเคราะห์
หนึ่ง..คนชนบทไม่ติดใจจะแยกกิจกรรมที่เป็น "งาน" จาก "เล่น"(รื่นเริง พักผ่อน) อย่างชัดเจน เป็นคนละเรื่องอย่างที่ชาวเมืองทำกัน (เหตุผลอาจเป็นเพราะชาวบ้านชนบททำมาหากินเป็นอิสระเลี้ยงตัวเอง ไม่ได้รับจ้างหรือรับใช้ใครและเปลี่ยนกับผลตอบแทนที่เป็นค่าจ้างหรือการอุปถัมภ์ชุบเลี้ยง จึงไม่แยกเป็นการทำกิจกรรมตามหน้าที่ให้ผู้จ้างหรือเจ้านายให้เสร็จเสียก่อน ถึงค่อยพักผ่อนรื่นเริงเป็นส่วนตัวของตนเอง)
สอง..ทั้งชาวบ้านและชาวเมืองมีประเพณีนิยมที่จะทำงาน ซึ่งให้ผลเป็นประโยชน์แก่ตนเฉพาะหน้า ไม่ผูกมัดตัวเองด้วยหลักการหรือผลระยะยาว ทำงานที่ให้ความสนุกรื่นเริงด้วยและทำเท่าที่ผู้มีอำนาจสั่งแต่เพียงเท่าที่จำเป็น ไม่ชอบปรับปรุง ไม่ริเริ่ม ไม่แข่งขัน
สาม..การเล่นหรือพักผ่อนต้องให้ความสนุกสนานรื่นเริงบันเทิงใจไม่ว่าจะทำลำพังตามสะดวก หรือ กับหมู่คณะในโอกาสพิเศษ เช่น เวลาที่งานประเพณีชีวิตของบุคคล(โกนจุก บวช แต่งงาน ทำศพ) หรืองานประเพณีที่เกี่ยวเนื่องกับศาสนา (เข้าพรรษา ทอดกฐิน ทอดผ้าป่า) งานประเพณีชีวิตของชุมชนในระดับของหลวง (แรกนาขวัญ เฉลิมพระชนมพรรษา) ก็จะมีมหรสพให้ประชาชนเที่ยวดูและในระดับของราษฎรเอง (สงกรานต์ ปีใหม่ สารท ลอยกระทง) ชาวบ้านก็มีการละเล่นรื่นเริงกันเอง ธรรมเนียมไทยที่มีการแสดงสนุกสนานในงานบวชหรืองานศพซึ่งคนชาติอื่นคาดหมายแต่ความเคร่งขรึมหรือโศกเศร้าเท่านั้น เป็นลักษณะเฉพาะของคนไทยที่สะท้อนความคิดเรื่อง "เล่น" มาประกอบ "งาน"
สี่..การเล่นของคนไทยเน้นความสามารถและปฏิภาณไหวพริบเฉพาะตัวที่เด่นเหนือกว่าคู่แข่งได้ (เพลง คนตรี เล่นว่าว ต่อยมวย) การเล่นเป็นกลุ่มไม่มุ่งเอาแพ้ชนะจากการเล่นเป็นหมู่คณะที่ต้องประสานสัมพันธ์กัน แต่คนไทยชอบพนันขันต่อ ถ้าการเล่นนั้นจะมีฝ่ายแพ้และชนะที่ปรากฎชัดเจน เช่น กัดปลา ชนไก่
๓.การเปลี่ยนแปลงของความคิดเกี่ยวกับ "งาน" และ "เล่น"
เมื่อสภาพของสังคมเปลี่ยนไป ชนชั้นสูงในเมืองไม่ได้มีแต่ทำราชการและชาวบ้านในชนบทไม่ทำแต่การเกษตรเพื่อบริโภคเอง และบริการเจ้านาย ผู้ปกครอง แต่สังคมไทยมีการค้าและการผลิตเพิ่มขึ้น จากผลกระทบของอิทธิพลอารยธรรมของโลกตะวันตก ทำให้คนไทยส่วนหนึ่งต้องเป็นนายทุนผู้ประกอบการ ว่าจ้างแรงงานและอีกส่วนหนึ่งเป็นแรงงานรับจ้างหรือเป็นผู้ผลิตอิสระ มีสินค้าและบริการแลกเปลี่ยนซื้อขายกับผู้อื่น ความคิดความเข้าใจเรื่อง "งาน" ก็มีความหมายเปลี่ยนไป
เมื่อชนชั้นเจ้านายไม่มีสิทธิที่ใช้ชาวบ้านมาเป็นบ่าวไพร่รับใช้ตนได้เปล่า ๆ อีกต่อไป แต่กลายเป็นนายจ้างที่ทำธุรกิจมุ่งผลกำไร และชาวบ้านไม่ได้ผลิตอาหารเลี้ยงชีพเองโดยตรงอย่างสมัยก่อน แต่กลายเป็นผู้ขายของหรือขายแรงงานแลกกับรายได้ที่เป็นเงินตรามาดำรงชีวิต ทุกฝ่ายก็มีความใหม่ ๆ เกี่ยวกับ "งาน" ที่ต้องทำตาม
หลักเกณฑ์และวิธีการแบบพาณิชยกรรมและอุตสาหกรรมสมัยใหม่ที่ไม่เคยมีในสังคมไทยมาก่อนต้องจริงจังและหวังผลงานที่ผู้ทำสะสมเป็นสมบัติเพื่อเลี้ยงชีวิต และสร้างฐานะของตนเองได้ต้องรู้จักประหยัดและเก็บออม เพราะไม่ได้ดำรงชีวิตเรียบง่ายในสภาพแวดล้อมของธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์อย่างในสมัยก่อนอีกต่อไป ต้องแยก "งาน" ที่เป็นการประกอบอาชีพออกจาก "เล่น" ที่เป็นการพักผ่อนและไม่มีรายได้ตอบแทนให้ชัดเจน เพื่อรักษาผลประโยชน์ของตนเอง ความคิดของชาวชนบทกับของชาวเมืองสมัยนี้จึงอาจไม่แตกต่างกันได้มากอย่างในสมัยก่อน
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น