วันอาทิตย์, ตุลาคม 24, 2553

"งาน"กับ"เล่น"ในความหมายคนไทย


ความคิดเกี่ยวกับเรื่องการทำงานและการพักผ่อน

ในช่วงเวลาตั้งแต่เกิดขึ้นมาแล้วจนถึงเวลาที่ตาย มนุษย์ดำรงชีวิตอยู่ได้ด้วยการทำงานและการพักผ่อนดัดแปลงทรัพยากรธรรมชาติในสภาพแวดล้อมมาสนองความต้องการของชีวิตได้

ความคิดความเข้าใจของคนไทยเมื่อใช้คำว่า "งาน" หรือ "เล่น"(พักผ่อน) ในภาษาปัจจุบัน อาจมีความหมายต่างกันกับที่คนไทยสมัยก่อนใช้กัน คนปัจจุบันมีรายได้เพื่อเลี้ยงชีพจากการทำงาน ถ้าไม่มีงานทำก็ไม่มีเงินที่จะใช้ซื้อหาสิ่งของเลี้ยงชีวิต คนสมัยก่อนที่เพาะปลูกอาหารหรือเลี้ยงสัตว์ ล่าสัตว์เป็นอาหารโดยตรง ไม่ได้ทำงานแลกเงินเดือน ค่าจ้าง ไม่มีปัญหาการตกงาน ว่างงาน ไม่มีงานทำ อย่างคนสมัยนี้ กิจกรรมที่คนทำเพื่อดำรงชีวิตนั้นไม่มีคำกลาง ๆ เรียกรวมว่า "งาน" มักใช้คำตรง ๆ ของกิจกรรมนั้น เช่น ทำนาก็ว่าทำนา จับปลาก็ว่าจับปลา หมายถึงงานที่เป็นกิจกรรมพิเศษเหล่านี้

สำนวนสำหรับคนไทยที่รับใช้เจ้านายในรั้วในวังอาจมีคำ "อยู่งาน" "ถวายงาน" "เข้างาน" ซึ่งหมายถึงการรับใช้เจ้านายตามหน้าที่ซึ่งกำหนดไว้ "งาน" ในความหมายนี้จึงมีความหมายพิเศษต่างไปจากกิจกรรมหรือธุระปกติที่สามัญชนปฏิบัติในชีวิตประจำวัน ในการทำมาหาเลี้ยงชีพ ซึ่งถือเป็นหน้าที่ต้องมีความรับผิดชอบต่อตัวเองหากจะมีความหมายพื้นฐานสำหรับคำว่า "งาน" ก็คงเป็น "สิ่งที่ต้องทำโดยหน้าที่" แต่สำนวนนี้ก็อาจไม่มีใช้กันทั่วไปในหมู่ชาวบ้าน อาจนิยมกันเฉพาะในหมู่คนรู้หนังสือ ซึ่งก็มักเป็นผู้คุ้นเคยกับราชการ ซึ่งเป็น "งาน" รับใช้เจ้านายที่คนทั่วไปเข้าใจกันอยู่


ในเรื่องการทำงานและการเล่นนั้น มีสาระสำคัญที่น่าสนใจคือ


๑.การแยก "งาน" จาก "เล่น" ตามความหมายของข้อมูล


หนึ่ง..การวิเคราะห์ความคิดเกี่ยวกับ "งาน" จากทรรศนะหรือความเข้าใจของคนนอก เช่น ชาวต่างประเทศหรือนักวิชาการ เมื่อเทียบกับของคนใน คือชาวบ้านไทย ชาวบ้านสามัญชนสมัยก่อนไม่ชอบ "งาน" ในความหมายของการรับใช้เจ้านาย แต่ชอบ "งาน" ที่เป็นกิจกรรมพิเศษตามประเพณีชีวิต เพราะได้ช่วยเหลือเพื่อนฝูงหรือรื่นเริงตามเทศกาล ไม่ซ้ำซากจำเจ เหมือนการทำมาหาเลี้ยงชีพประจำวัน

สอง..ความคิดของชาวบ้านในสมัยก่อนเกี่ยวกับ "งาน" ไม่ว่าในความหมายใดคงไม่มีหลักฐานที่ตนบรรยายไว้เอง และ ไม่มีรายงานของนักวิชาการ (เช่นนักมานุษยวิทยาสังคมวิทยา) ที่ศึกษาข้อเท็จจริงและรายงานให้ทราบดังนั้นเราจึงต้องอาศัยรายงานของคนนอก แท้ ๆ เช่นชาวต่างประเทศ หรือผู้รู้หนังสือที่มักเป็นชนชั้นสูงของสังคมที่คุ้นเคยกับลักษณะชีวิต และความหมายของ "งาน" อีกอย่างหนึ่ง เช่น ชาวต่างประเทศถือว่า "งาน" คือกิจการทุกอย่างที่บุคคลทำอย่างเอาใจใส่รับผิดชอบเพราะเป็นหน้าที่ต่อตนเอง(เลี้ยงชีวิต) หรือต่อผู้อื่น (รับใช้หรือให้บริการแลกเปลี่ยน) แต่ "เล่น" คือกิจการที่ไม่เป็นหน้าที่รับผิดชอบต่อใคร ทำไปเพื่อความสนุกสนานรื่นเริงไม่มีผลเป็นประโยชน์เลี้ยงชีวิต (เมื่อใดที่การ "เล่น" ต้องทำเพราะเป็นหน้าที่ และมีผลตอบแทนให้เลี้ยงชีวิตได้ ก็กลายเป็น "งาน" ตามความหมายเช่นนี้) แต่เจ้านายในสังคมไทยสมัยโบราณอาจถือว่า "งาน" คือกิจการที่บ่าวไพร่บริวารต้องทำรับใช้ตนตามหน้าที่ คนที่ทำได้ไม่ถูกใจจึงถูกตำหนิตามเกณฑ์ที่เจ้านายตั้งไว้ แต่ไม่ถือว่ากิจการที่บ่าวไพร่ทำเพื่อสนองความต้องการของชีวิตตนเองและไม่ได้รับใช้ใครนั้นเป็น "งาน" ดังนั้นเมื่อเจ้านายบรรยายว่าบ่าวไพร่ไม่จริงจังในการทำงาน จึงหมายถึงว่าไม่จริงจังในการปรนนิบัติรับใช้ตนตามหน้าที่ที่กำหนดบังคับไว้ นักวิชาการที่ใช้ข้อมูลของชาวต่างประเทศหรือชนชั้นสูงจึงต้องรับความหมายที่ต่างกันนั้นมาด้วย แต่สุดท้ายก็อาจยังไม่ได้ข้อมูลจาก "คนใน" ที่เป็นสามัญชนว่ามีความคิดของเขาอย่างไรในเรื่องนี้

๒."งาน" กับ "เล่น" ในระดับของชาวบ้านชนบท และระดับของชาวเมือง

เมื่อคำนึงถึงความจำกัดและเงื่อนไขของข้อมูลเกี่ยวกับความคิดของคนไทยในเรื่อง "งาน" และ "เล่น" ดังที่กล่าวแล้ว พอสรุปได้จากข้อมูลที่ใช้วิเคราะห์

หนึ่ง..คนชนบทไม่ติดใจจะแยกกิจกรรมที่เป็น "งาน" จาก "เล่น"(รื่นเริง พักผ่อน) อย่างชัดเจน เป็นคนละเรื่องอย่างที่ชาวเมืองทำกัน (เหตุผลอาจเป็นเพราะชาวบ้านชนบททำมาหากินเป็นอิสระเลี้ยงตัวเอง ไม่ได้รับจ้างหรือรับใช้ใครและเปลี่ยนกับผลตอบแทนที่เป็นค่าจ้างหรือการอุปถัมภ์ชุบเลี้ยง จึงไม่แยกเป็นการทำกิจกรรมตามหน้าที่ให้ผู้จ้างหรือเจ้านายให้เสร็จเสียก่อน ถึงค่อยพักผ่อนรื่นเริงเป็นส่วนตัวของตนเอง)

สอง..ทั้งชาวบ้านและชาวเมืองมีประเพณีนิยมที่จะทำงาน ซึ่งให้ผลเป็นประโยชน์แก่ตนเฉพาะหน้า ไม่ผูกมัดตัวเองด้วยหลักการหรือผลระยะยาว ทำงานที่ให้ความสนุกรื่นเริงด้วยและทำเท่าที่ผู้มีอำนาจสั่งแต่เพียงเท่าที่จำเป็น ไม่ชอบปรับปรุง ไม่ริเริ่ม ไม่แข่งขัน

สาม..การเล่นหรือพักผ่อนต้องให้ความสนุกสนานรื่นเริงบันเทิงใจไม่ว่าจะทำลำพังตามสะดวก หรือ กับหมู่คณะในโอกาสพิเศษ เช่น เวลาที่งานประเพณีชีวิตของบุคคล(โกนจุก บวช แต่งงาน ทำศพ) หรืองานประเพณีที่เกี่ยวเนื่องกับศาสนา (เข้าพรรษา ทอดกฐิน ทอดผ้าป่า) งานประเพณีชีวิตของชุมชนในระดับของหลวง (แรกนาขวัญ เฉลิมพระชนมพรรษา) ก็จะมีมหรสพให้ประชาชนเที่ยวดูและในระดับของราษฎรเอง (สงกรานต์ ปีใหม่ สารท ลอยกระทง) ชาวบ้านก็มีการละเล่นรื่นเริงกันเอง ธรรมเนียมไทยที่มีการแสดงสนุกสนานในงานบวชหรืองานศพซึ่งคนชาติอื่นคาดหมายแต่ความเคร่งขรึมหรือโศกเศร้าเท่านั้น เป็นลักษณะเฉพาะของคนไทยที่สะท้อนความคิดเรื่อง "เล่น" มาประกอบ "งาน"

สี่..การเล่นของคนไทยเน้นความสามารถและปฏิภาณไหวพริบเฉพาะตัวที่เด่นเหนือกว่าคู่แข่งได้ (เพลง คนตรี เล่นว่าว ต่อยมวย) การเล่นเป็นกลุ่มไม่มุ่งเอาแพ้ชนะจากการเล่นเป็นหมู่คณะที่ต้องประสานสัมพันธ์กัน แต่คนไทยชอบพนันขันต่อ ถ้าการเล่นนั้นจะมีฝ่ายแพ้และชนะที่ปรากฎชัดเจน เช่น กัดปลา ชนไก่

๓.การเปลี่ยนแปลงของความคิดเกี่ยวกับ "งาน" และ "เล่น"

เมื่อสภาพของสังคมเปลี่ยนไป ชนชั้นสูงในเมืองไม่ได้มีแต่ทำราชการและชาวบ้านในชนบทไม่ทำแต่การเกษตรเพื่อบริโภคเอง และบริการเจ้านาย ผู้ปกครอง แต่สังคมไทยมีการค้าและการผลิตเพิ่มขึ้น จากผลกระทบของอิทธิพลอารยธรรมของโลกตะวันตก ทำให้คนไทยส่วนหนึ่งต้องเป็นนายทุนผู้ประกอบการ ว่าจ้างแรงงานและอีกส่วนหนึ่งเป็นแรงงานรับจ้างหรือเป็นผู้ผลิตอิสระ มีสินค้าและบริการแลกเปลี่ยนซื้อขายกับผู้อื่น ความคิดความเข้าใจเรื่อง "งาน" ก็มีความหมายเปลี่ยนไป

เมื่อชนชั้นเจ้านายไม่มีสิทธิที่ใช้ชาวบ้านมาเป็นบ่าวไพร่รับใช้ตนได้เปล่า ๆ อีกต่อไป แต่กลายเป็นนายจ้างที่ทำธุรกิจมุ่งผลกำไร และชาวบ้านไม่ได้ผลิตอาหารเลี้ยงชีพเองโดยตรงอย่างสมัยก่อน แต่กลายเป็นผู้ขายของหรือขายแรงงานแลกกับรายได้ที่เป็นเงินตรามาดำรงชีวิต ทุกฝ่ายก็มีความใหม่ ๆ เกี่ยวกับ "งาน" ที่ต้องทำตาม


หลักเกณฑ์และวิธีการแบบพาณิชยกรรมและอุตสาหกรรมสมัยใหม่ที่ไม่เคยมีในสังคมไทยมาก่อนต้องจริงจังและหวังผลงานที่ผู้ทำสะสมเป็นสมบัติเพื่อเลี้ยงชีวิต และสร้างฐานะของตนเองได้ต้องรู้จักประหยัดและเก็บออม เพราะไม่ได้ดำรงชีวิตเรียบง่ายในสภาพแวดล้อมของธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์อย่างในสมัยก่อนอีกต่อไป ต้องแยก "งาน" ที่เป็นการประกอบอาชีพออกจาก "เล่น" ที่เป็นการพักผ่อนและไม่มีรายได้ตอบแทนให้ชัดเจน เพื่อรักษาผลประโยชน์ของตนเอง ความคิดของชาวชนบทกับของชาวเมืองสมัยนี้จึงอาจไม่แตกต่างกันได้มากอย่างในสมัยก่อน

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

ณ แรกรัก

ชื่อเรื่อง ณ แรกรัก ผู้แต่ง ปาระมิตา แนวโรแมนติกแฟนตาซี จำนวน 462 หน้า สำนักพิมพ์กรีนมายด์ ภาสุระนครแห่งนี้มีเจ้าชายและเจ้าหญิงเป็นแ...